หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การประเมินอีพอร์ตโฟลิโอ

 แบบประเมิน Blog ของ นางสาวอารญา พรหมโสฬส รหัสนักศึกษา 66121860113

โดยมีการเชิญให้เข้าชม Blog และหลังจากนั้นทำแบบประเมินจาก Google From

Link : https://docs.google.com/forms/d/1hinUYZA1lECv0x5IeHKtRMtHqFwHnY6Jj2qAri-m8s0/edit#responses


สรุปผลการประเมิน Blog จากผู้เข้าชม


หัวข้อแบบประเมิน Blog


ผู้เข้าชมและประเมิน Blog จำนวน 5 คน



ผลกราฟแท่ง คำถามการประเมิน Blog







วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การใช้แฟ้มสะสมงานเด็ก

แฟ้มสะสมงาน (Portfolio)

        แฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือประเมินพัฒนาการเด็กที่สำคัญ โดยช่วยติดตามพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง ผ่านการรวบรวมผลงานที่แสดงถึง ความสามารถ ความก้าวหน้า และความพยายามของเด็ก ในด้านต่าง ๆ เช่น งานวาดภาพ งานประดิษฐ์ หรือผลงานจากกิจกรรมการเรียนรู้

ลักษณะของแฟ้มสะสมงานเด็ก

1.เน้นผลงานที่เด็กมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

2.คัดเลือกผลงานที่มีความหมายและคุณค่าต่อเด็ก

3.แสดงความก้าวหน้าของเด็กตามช่วงเวลาอย่างต่อเนื่อง

4.ช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กแต่ละคน

5.ใช้ประเมินพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการประเมินเพียงครั้งเดียว

6.เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับครูและผู้ปกครองในการติดตามพัฒนาการเด็ก


ประโยชน์ของแฟ้มสะสมงานเด็ก

สำหรับเด็ก

    ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ทำให้เกิดความ ภูมิใจในความสามารถของตัวเอง และกระตุ้น ให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ต่อไป

สำหรับครู

    แฟ้มสะสมงานช่วยให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

สำหรับผู้ปกครอง

    แฟ้มสะสมงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กได้ดียิ่งขึ้น


การใช้แบบทดสอบ

 การใช้แบบทดสอบ (Test) 

       การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้เช่น สามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลำพอง, 2525)

การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยืดเนื้อหาและจุดมุ่งหมาย

เป็นหลัก ในการสร้างแบบทดสอบ

2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญ


การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น

1. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด

2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน

3. เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน

4. สร้างแบบทดสอบ


แบบมดสอบมาตรฐาน 

มักใช้ในการศึกษาเด็ก :

    - แบบสอบเชาว์ปัญญา

    - แบบทดสอบความพร้อม

    - แบบทดสอบที่ใช้คัดเลือกเด็กที่ต้องการ การช่วยเหลือเป็นพิเศษ

    - แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนาการ


ประเภทของแบบทดสอบ

    - การทดสอบทางวาจา

    - การทดสอบโดยการใช้แบบทดสอบ (ข้อเขียน)

    - การทดสอบโดยการปฎิบัติ

วรรณวลี ม้าลำพอง (2525)


เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

1. ความจำเป็นของการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ

2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุด ด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง

3. ความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ

4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก

5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้

ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย

1. จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบ วัดอะไร? ครูควรมีความรู้ความเข้าใจแบบทดสอบเป็นอย่างดี

2. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ ออกแบบโดยผู้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับพัฒนาการ ความต้องการและความสนใจของเด็ก ตระหนักว่าการนั่งทำข้อสอบนั้นขัดต่อธรรมชาติของเด็ก

3. ต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวในการประเมินพัฒนาการเด็ก

4. ตระหนักว่าแบบทดสอบอย่างเดียวใช้ประเมินพัฒนาการ หรือนำมากำหนด วัตถุประสงค์ในชั้นเรียนไม่ได้

    - พฤติกรรมเด็กเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    - เด็กไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่คิดและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

    - ความกังวล

    - ระยะเวลาสอบ

    - ไม่คุ้นกับสถานที่

5. ครูและผู้บริหาร ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ

การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

  การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)

        การสังเกตพฤติกรรมเป็นการประเมินตามสภาพจริงที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ครูจะเฝ้าดูพฤติกรรม การแสดงออก และการมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กในระหว่างทำกิจกรรมต่าง ๆ แล้วบันทึกข้อมูลตามสิ่งที่เห็นและได้ยิน โดยไม่ใส่ความคิดเห็นหรือการตัดสินส่วนตัว การสังเกตช่วยให้ครูเข้าใจพัฒนาการของเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างรอบด้าน

หลักการทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

1. กำหนดเป้าหมายของการสังเกตให้ชัดเจน และวางแผนล่วงหน้า

2เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ เช่น แบบบันทึกหรือแบบสังเกต

3. สังเกตเด็กครั้งละหนึ่งคน และจัดช่วงเวลาการสังเกตให้เหมาะสม

4.บันทึกเฉพาะพฤติกรรมที่สังเกตเห็นจริง หากมีการวิเคราะห์หรือแปลความหมายควรแยกไว้ต่างหาก


วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก 

        การสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทโดยใช้เกณฑ์ คือ

 1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมี โครงสร้าง

 2.  เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก


ข้อดีของการสังเกต

1. เด็กไม่ต้องใช้ทักษะการอ่านหรือการเขียน

2.เด็กแสดงพฤติกรรมตามสภาพจริงและเป็นธรรมชาติ

3.ไม่รบกวนกิจวัตรประจำวันของเด็ก

4.ครูได้รับข้อมูลโดยตรงจากการปฏิบัติจริง

5.เป็นวิธีการที่เหมาะสมและได้รับการยอมรับในระดับปฐมวัย


ข้อจำกัดของการสังเกต

1.ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกภายในของเด็กได้โดยตรง

2.ต้องสังเกตหลายครั้งจึงจะเข้าใจพฤติกรรมอย่างแท้จริง

3.ผลการสังเกตอาจขึ้นอยู่กับประสบการณ์และมุมมองของผู้สังเกต

4.ใช้เวลาและความต่อเนื่องในการเก็บข้อมูล

5.ทำได้ยากในบางสถานการณ์ที่ครูต้องดูแลเด็กหลายคนพร้อมกัน



ตัวอย่างแบบบันทึกสังเกตพฤติกรรม









การเก็บข้อมูลกรณีศึกษา













การเขียนบันทึกประจำว้น

 การเขียนบันทึกประจำวัน



                บันทึกประจำวันฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู

                วัน เดือน ปี : 19 ธันวาคม 2568

                สถานที่ฝึกประสบการณ์ : โรงเรียนพรหมประสาทราษฎร์นุกูล


                วันนี้ได้มีโอกาสร่วมจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กปฐมวัยในหลายกิจกรรม เช่น การเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ และกิจกรรมกลางแจ้ง ทำให้ได้เรียนรู้วิธีการเตรียมความพร้อมและจัดลำดับขั้นตอนกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก ได้ฝึกการอธิบายขั้นตอนการทำกิจกรรมให้เข้าใจง่าย พร้อมทั้งใช้สื่อและอุปกรณ์ที่ช่วยกระตุ้นความสนใจของเด็ก

                 จากการสังเกตพบว่า เด็กมีความกระตือรือร้นและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกิจกรรมศิลปะและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง ทำให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์และแสดงออกได้อย่างเหมาะสม


บันทึกสะท้อนการจัดการเรียนการสอน

หัวข้อกิจกรรม : เกมการศึกษา (เกมคณิตศาสตร์วงล้อดอกไม้)

1. วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้

    1.เพื่อให้เด็กรู้จักตัวเลข 1-10

    2.เพื่อให้เด็กสารมารถเพิ่มจำนวนได้

    3.เพื่อให้เด็กสามารถบอกตัวเลขได้ถูกต้อง

2. ลักษณะกิจกรรมการเรียนการสอน

    กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่บูรณาการร่วมกับคณิตศาสตร์ โดยให้เด็กหมุนวงล้อเมื่อลูกศรชี้ที่โจทย์ข้อใด ให้เด็กนำตัวเลขตามโจทย์ข้อนั้นมาติดไว้ที่กระดานข้างๆ จากนั้นนำตัวเลขทั้งสองนั้นมารวมกัน และหาคำตอบโดยการนับจำนวนแท่งไม้ไอติม (ตัวอย่างเช่น : โจทย์ 3+6 ให้นับจำนวนแท่งไม้ไอติมจำนวน 3 แท่งไว้ในแก้วในแรก จากนั้นจึงนับแท่งไม้ไอติมจำนวน 6 แท่งไว้ในแก้วใบที่ 2 เมื่อได้จำนวนครบทั้ง 2 แล้ว ให้นำไม้ไอติมทั้ง 2 แก้วมานับรวมกัน จะได้เท่ากับ 9)

3. กระบวนการประเมินผล (ออกแบบโดยนักศึกษา)

    ประเมินผลจากการปฏิบัติจริง โดยสังเกตความมุ่งมั่นตั้งใจ และมีสมาธิจดจ่อจนสามารถหาคำตอบได้อย่างถูกต้อง

4. ผลการประเมิน

    เด็กๆสามารถหาคำตอบได้อย่างถูกต้อง มีความจดจ่อใส่ใจในการนับเลข และมีความสนใจในกิจกรรม

5. ข้อคิดและการพัฒนา

    กิจกรรมนี้สามารถช่วยให้เด็กมีทักษะกระการคิดอย่างเป็นระบบและทำให้มีสมาธิ ในการพัฒนากิจกรรมนี้ในครั้งถัดไปอยากปรับให้เป็นกกิจกรรมกลุ่มเพื่อให้เด็กๆได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือกันและกัน


คลิปวิดีโอการสอนในขั้นเตรียม






วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ

 การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ (Checklists)

  
        การใช้แบบสำรวจรายการ (Checklists) เป็นวิธีการประเมินพัฒนาการเด็กที่นิยมใช้เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากช่วยให้ครูสามารถทำความเข้าใจพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ครูผู้สอนจำเป็นต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินให้ชัดเจนก่อนว่า ต้องการประเมินพัฒนาการด้านใด เช่น ด้านร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม หรือสติปัญญา






ข้อดีของการใช้ Checklists

1.ประหยัดเวลา สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

2.มีความยืดหยุ่น สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์ และตีความข้อมูล

3.สามารถประเมินได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องดำเนินการให้เสร็จในครั้งเดียว

4.รูปแบบไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกและใช้งานของบุคลากร

5.ช่วยติดตามความก้าวหน้าทางพัฒนาการของเด็กในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้

ข้อจำกัดของการใช้ Checklists

1.สามารถประเมินพฤติกรรมได้ในขอบเขตที่จำกัด

2.ผู้ประเมินต้องมีการทบทวนและสะท้อนความคิดอย่างรอบคอบ

3.ต้องวิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง

4.ไม่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมที่มีความซับซ้อน








การสัมภาษณ์


การสัมภาษณ์(lnterview) 
        การสัมภาษณ์เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการพูดคุยระหว่างสองฝ่าย ได้แก่ ผู้ตั้งคำถามและผู้ให้ข้อมูล ข้อมูลที่ได้รับสามารถเป็นได้ทั้งเชิงตัวเลขและเชิงอธิบาย ซึ่งช่วยให้เข้าใจมุมมอง ความคิด ความรู้สึก และทัศนคติของผู้ให้ข้อมูลได้อย่างลึกซึ้ง การสัมภาษณ์(lnterview) แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง


2.การสัมภาษณ์แบบไม่มีมีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ


ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง




3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและยังไม่มีความชำนาญ)


ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง


หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์ 

1.กำหนดเป้าหมายการสัมภาษณ์ให้ชัดเจน ว่าจะถามเรื่องใด สัมภาษณ์ใคร และประเมินพัฒนาการด้านใด

2.เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ รูปแบบคำถาม และสถานที่ให้เหมาะสมกับเด็ก

3.ระหว่างการสัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังอย่างตั้งใจ

4.เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ

5.ดำเนินการสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่กดดันเด็ก

6.ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม ไม่ทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด

ข้อจำกัด/ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์

1.ตั้งคำถามให้ตรงตามวัตถุประสงค์และไม่ยากเกินไป

2.ให้เวลาเด็กคิดและตอบคำถามอย่างเพียงพอ

3.สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและน่าไว้วางใจ

4.ใช้ภาษาที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก

5.วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ร่วมกับวิธีประเมินอื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้องและครบถ้วน



 

การบันทึกคำพูดเด็ก

  การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)   การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นการจดบันทึกเหตุการณ์สั้น ๆ ที่มีความหมายหรือสะท้อนพฤติกรรมส...