หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569

เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย

 เทคนิคและวิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)

    การสังเกตพฤติกรรมเป็นการประเมินตามสภาพจริงที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ครูจะเฝ้าดูพฤติกรรม การแสดงออก และการมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กในระหว่างทำกิจกรรมต่าง ๆ แล้วบันทึกข้อมูลตามสิ่งที่เห็นและได้ยิน โดยไม่ใส่ความคิดเห็นหรือการตัดสินส่วนตัว การสังเกตช่วยให้ครูเข้าใจพัฒนาการของเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างรอบด้าน

หลักการทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

1. กำหนดเป้าหมายของการสังเกตให้ชัดเจน และวางแผนล่วงหน้า

2เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ เช่น แบบบันทึกหรือแบบสังเกต

3. สังเกตเด็กครั้งละหนึ่งคน และจัดช่วงเวลาการสังเกตให้เหมาะสม

4.บันทึกเฉพาะพฤติกรรมที่สังเกตเห็นจริง หากมีการวิเคราะห์หรือแปลความหมายควรแยกไว้ต่างหาก


วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก 

การสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทโดยใช้เกณฑ์ คือ


 1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมี โครงสร้าง

 2.  เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก


ข้อดีของการสังเกต

1. เด็กไม่ต้องใช้ทักษะการอ่านหรือการเขียน

2.เด็กแสดงพฤติกรรมตามสภาพจริงและเป็นธรรมชาติ

3.ไม่รบกวนกิจวัตรประจำวันของเด็ก

4.ครูได้รับข้อมูลโดยตรงจากการปฏิบัติจริง

5.เป็นวิธีการที่เหมาะสมและได้รับการยอมรับในระดับปฐมวัย


ข้อจำกัดของการสังเกต

1.ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกภายในของเด็กได้โดยตรง

2.ต้องสังเกตหลายครั้งจึงจะเข้าใจพฤติกรรมอย่างแท้จริง

3.ผลการสังเกตอาจขึ้นอยู่กับประสบการณ์และมุมมองของผู้สังเกต

4.ใช้เวลาและความต่อเนื่องในการเก็บข้อมูล

5.ทำได้ยากในบางสถานการณ์ที่ครูต้องดูแลเด็กหลายคนพร้อมกัน



ตัวอย่างแบบบันทึกสังเกตพฤติกรรม







2.การสัมภาษณ์(lnterview) 
    การสัมภาษณ์เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการพูดคุยระหว่างสองฝ่าย ได้แก่ ผู้ตั้งคำถามและผู้ให้ข้อมูล ข้อมูลที่ได้รับสามารถเป็นได้ทั้งเชิงตัวเลขและเชิงอธิบาย ซึ่งช่วยให้เข้าใจมุมมอง ความคิด ความรู้สึก และทัศนคติของผู้ให้ข้อมูลได้อย่างลึกซึ้ง การสัมภาษณ์(lnterview) แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง


2.การสัมภาษณ์แบบไม่มีมีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ


ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง




3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและยังไม่มีความชำนาญ)


ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง


หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์ 

1.กำหนดเป้าหมายการสัมภาษณ์ให้ชัดเจน ว่าจะถามเรื่องใด สัมภาษณ์ใคร และประเมินพัฒนาการด้านใด

2.เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ รูปแบบคำถาม และสถานที่ให้เหมาะสมกับเด็ก

3.ระหว่างการสัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังอย่างตั้งใจ

4.เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ

5.ดำเนินการสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่กดดันเด็ก

6.ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม ไม่ทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด

ข้อจำกัด/ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์

1.ตั้งคำถามให้ตรงตามวัตถุประสงค์และไม่ยากเกินไป

2.ให้เวลาเด็กคิดและตอบคำถามอย่างเพียงพอ

3.สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและน่าไว้วางใจ

4.ใช้ภาษาที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก

5.วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ร่วมกับวิธีประเมินอื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้องและครบถ้วน


3.การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)  

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นการจดบันทึกเหตุการณ์สั้น ๆ ที่มีความหมายหรือสะท้อนพฤติกรรมสำคัญของเด็ก 


ประโยชน์ของการเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก

  • ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนและการสะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง

  • ส่งเสริมความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กมากยิ่งขึ้น

  • ทำให้ครูมองเห็นภาพรวม ลักษณะ และพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น



ตัวอย่างการเขียนบันทึกที่เกี่ยวกับตัวเด็ก



การประเมิน สรุป และให้ข้อเสนอแนะ บันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก

1. ความจำกัดทางด้านจำนวนคำศัพท์ การออกเสียงต่างๆปัญหาในการออกเสียง การเสนอแนวทางแก้ไข

2. ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้พบเห็น

3. การบรรยายความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆ และบุคคลต่างๆ เช่น ความรู้สึก รัก ชอบ โกรธ เกลียด ภาคภูมิใจ

4. ความรู้ความเข้าใจ ความสนใจ และ ความประทับใจในบทเรียนหรือเรื่องราวต่างๆ


4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ (Checklists)

    การใช้แบบสำรวจรายการ (Checklists) เป็นวิธีการประเมินพัฒนาการเด็กที่นิยมใช้เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากช่วยให้ครูสามารถทำความเข้าใจพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ครูผู้สอนจำเป็นต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินให้ชัดเจนก่อนว่า ต้องการประเมินพัฒนาการด้านใด เช่น ด้านร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม หรือสติปัญญา







ข้อดีของการใช้ Checklists

1.ประหยัดเวลา สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

2.มีความยืดหยุ่น สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์ และตีความข้อมูล

3.สามารถประเมินได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องดำเนินการให้เสร็จในครั้งเดียว

4.รูปแบบไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกและใช้งานของบุคลากร

5.ช่วยติดตามความก้าวหน้าทางพัฒนาการของเด็กในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้


ข้อจำกัดของการใช้ Checklists

1.สามารถประเมินพฤติกรรมได้ในขอบเขตที่จำกัด

2.ผู้ประเมินต้องมีการทบทวนและสะท้อนความคิดอย่างรอบคอบ

3.ต้องวิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง

4.ไม่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมที่มีความซับซ้อน



5. การเขียนบันทึก (Journal) 


    เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน โดยอาจเน้นเด็กเป็นรายบุคคลหรือกิจกรรมในศูนย์การเรียนรู็ใดศูนย์การเรียนรู้หนึ่ง ผู้บันทึกสารมารถเขียนความรู้สึก ความคิดเห็น และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้นๆ เพื่อนำไปสู้การสะท้อนความคิด วิเคราะห์เหตุการณ์ และทบทวนการกระทำของตนเอง

การเขียนบันทึกของครู การเขียนบันทึกของครูเป็นกระบวนการสะท้อนผลจากการจัดการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์และทบทวนการปฏิบัติงานของตนเอง มากกว่าการบรรยายเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว ครูสามารถเริ่มต้นโดยพิจารณาเหตุการณ์หรือประเด็นสำคัญในแต่ละวัน แล้วบันทึกไว้เป็นหลักฐาน


ประเด็นในการสะท้อนตนเอง ครูควรสะท้อนความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนในแต่ละครั้ง เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการสอนและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน พร้อมทั้งพิจารณาสิ่งที่ดำเนินการได้ดีและสิ่งที่ควรปรับปรุง โดยระบุแนวทางแก้ไขอย่างชัดเจนเพื่อพัฒนาการสอนในครั้งต่อไปนอกจากนี้ ควรพิจารณาความแตกต่างระหว่างการสอนที่เกิดขึ้นจริงกับแผนการสอนที่วางไว้ 











ข้อดีของการเขียนบันทึก (Journal)

  1. ช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การจัดการเรียนการสอนของตนเอง

  2. ช่วยให้ครูทราบและเข้าใจพฤติกรรม รวมถึงพัฒนาการของเด็กเป็นรายบุคคลมากขึ้น

  3. ทำให้ครูรับรู้รายละเอียดและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนอย่างชัดเจน


ข้อจำกัดของการเขียนบันทึก

ครูต้องใช้เวลาพอสมควรในการจดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน



6. การทำสังคมมิติ (Sociogram)

การทำสังคมมิติ (Sociogram) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัยภายในกลุ่ม โดยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่น ความนิยม การยอมรับ หรือการแยกตัวของเด็ก


เครื่องมือสังคมมิติ

นิยมใช้ 2 วิธี คือ

1.การทายลักษณะ 

 ใครเอ่ย.......?

ใครเอ่ย หวงของเล่น?

ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ?

2.การสร้างภาพทางสังคม

การสร้างภาพทางสังคม

การสร้างภาพทางสังคม

ถ้า ....... หนูจะ .......... ?

ถ้าหนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้างๆได้ หนูจะเลือกใคร?



                                                                                       





7. การใช้แบบทดสอบ (Test) 

       การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้เช่น สามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลำพอง, 2525)

การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยืดเนื้อหาและจุดมุ่งหมาย

เป็นหลัก ในการสร้างแบบทดสอบ

2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญ


การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น

1. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด

2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน

3. เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน

4. สร้างแบบทดสอบ


แบบมดสอบมาตรฐาน 

มักใช้ในการศึกษาเด็ก :

    - แบบสอบเชาว์ปัญญา

    - แบบทดสอบความพร้อม

    - แบบทดสอบที่ใช้คัดเลือกเด็กที่ต้องการ การช่วยเหลือเป็นพิเศษ

    - แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนาการ


ประเภทของแบบทดสอบ

    - การทดสอบทางวาจา

    - การทดสอบโดยการใช้แบบทดสอบ (ข้อเขียน)

    - การทดสอบโดยการปฎิบัติ

วรรณวลี ม้าลำพอง (2525)


เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

1. ความจำเป็นของการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ

2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุด ด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง

3. ความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ

4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก

5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้

ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย

1. จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบ วัดอะไร? ครูควรมีความรู้ความเข้าใจแบบทดสอบเป็นอย่างดี

2. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ ออกแบบโดยผู้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับพัฒนาการ ความต้องการและความสนใจของเด็ก ตระหนักว่าการนั่งทำข้อสอบนั้นขัดต่อธรรมชาติของเด็ก

3. ต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวในการประเมินพัฒนาการเด็ก

4. ตระหนักว่าแบบทดสอบอย่างเดียวใช้ประเมินพัฒนาการ หรือนำมากำหนด วัตถุประสงค์ในชั้นเรียนไม่ได้

    - พฤติกรรมเด็กเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    - เด็กไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่คิดและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

    - ความกังวล

    - ระยะเวลาสอบ

    - ไม่คุ้นกับสถานที่

5. ครูและผู้บริหาร ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ


8. แฟ้มสะสมงาน (Portfolios)

แฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือประเมินพัฒนาการเด็กที่สำคัญ โดยช่วยติดตามพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง ผ่านการรวบรวมผลงานที่แสดงถึง ความสามารถ ความก้าวหน้า และความพยายามของเด็ก ในด้านต่าง ๆ เช่น งานวาดภาพ งานประดิษฐ์ หรือผลงานจากกิจกรรมการเรียนรู้

ลักษณะของแฟ้มสะสมงานเด็ก

1.เน้นผลงานที่เด็กมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

2.คัดเลือกผลงานที่มีความหมายและคุณค่าต่อเด็ก

3.แสดงความก้าวหน้าของเด็กตามช่วงเวลาอย่างต่อเนื่อง

4.ช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กแต่ละคน

5.ใช้ประเมินพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการประเมินเพียงครั้งเดียว

6.เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับครูและผู้ปกครองในการติดตามพัฒนาการเด็ก


ประโยชน์ของแฟ้มสะสมงานเด็ก

สำหรับเด็ก

    ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ทำให้เกิดความ ภูมิใจในความสามารถของตัวเอง และกระตุ้น ให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ต่อไป

สำหรับครู

    แฟ้มสะสมงานช่วยให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

สำหรับผู้ปกครอง

    แฟ้มสะสมงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กได้ดียิ่งขึ้น


9. สารนิทัศน์ (Information)


    สารนิทัศน์( Information) การจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดง ให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทังรายบุคคลและรายกลุ่มซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึง พัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา 


กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์

1. เตรียมความพร้อม

    - รวบรวมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น

    - ตั้งเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการจัดทำสารนิทัศน์

    - วางแผนการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมให้เด็กมีส่วนร่วม


2. รวบรวมข้อมูล

    - บันทึกจากการสังเกตอย่างละเอียด เช่น พฤติกรรม การตอบสนอง

    - ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ เพื่อเป็นหลักฐาน

    - บันทึกผลงานของเด็ก เช่น ชิ้นงานศิลปะ แบบฝึกหัด หรือผลงานกลุ่ม

    - รวบรวมหลักฐานการสะท้อนตนเอง


3. จัดแสดงสารนิทัศน์

    - จัดแสดงผลงานให้มีความน่าสนใจและเป็นระบบ

    - เหมือนการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ได้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน


ประเภทของสารนิทัศน์

1. การบรรยายประสบการณ์ : การเขียนบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก

2. การสังเกตพัฒนาการ : บันทึกการสังเกตพัฒนาการเด็กด้านต่างๆ

3. แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) : รวบรวมผลงานที่เด็กทำขึ้น

4. ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม : เน้นผลงานที่เป็นรูปธรรมของเด็กแต่ละคนและกลุ่ม

5. การสะท้อนต่นเอง : บันทึกการสะท้อนคิดของครูและเด็กเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้



อ้างอิง
อ้างอิง ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสล็ด. เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย. สืบค้นจาก https://drive.google.com/file/d/14gJxNQn_DpB91k7hdMlR7sf2dA8VckLE/view  
19มกราคม 2569


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การบันทึกคำพูดเด็ก

  การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)   การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นการจดบันทึกเหตุการณ์สั้น ๆ ที่มีความหมายหรือสะท้อนพฤติกรรมส...